บ้านหรู 50 กว่าล้าน ‘เอ ศุภชัย’ สถานที่ฝึกอบรมเด็กในสังกัด ที่จะก้าวเป็นดารา

0
1774

บ้านหรู 50 กว่าล้าน ‘เอ ศุภชัย’ สถานที่ฝึกอบรมเด็กในสังกัด ที่จะก้าวเป็นดารา (ชมคลิปท้้ายข่าว)

“เอ ศุภชัย” เผยชีวิตกว่าจะเป็นผู้จัดการดาราเงินล้าน ถือกระเป๋าใบละเป็นแสนต้องเป็นตัวประกอบได้ค่าแรงวันละ 300 บาท บากบั่นเก็บเงินไปชุบตัวที่อังกฤษเพื่อเปิดโลกทัศน์จับเด็กนอกมาเป็นดารา เผยเรื่องราวสุดฮากว่าจะปั้น “ป๋อ” จนดังเคยจับยัดสเตย์มาแล้ว ฝันปั้นดาราอีกยาวสร้างบ้าน 50 ล้านไว้เป็นที่กินนอนฝึกเด็กเป็นดารา ตั้งกฎเหล็กห้ามกินกันเอง

“เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร” ผู้จัดการดาราเงินล้านที่ชอบหิ้วกระเป๋าใบละเป็นแสนจนกลายเป็นโลโก้ของตัวเอง ปั้นดาราดังๆ ประดับวงการมากมาย ไม่ว่าจะเป็น อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ, ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ, เมย์ เฟื่องอารมณ์, ปู ไปรยา สวนดอกไม้, ธาวิน เยาวพลกุล, เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ, ณเดชน์ คูกิมิยะ, หมาก ปริญ สุภารัตน์, สน ยุกต์ ส่งไพศาล, วิว วรรณรท สนธิไชย และล่าสุดที่กำลังมาแรงก็ใหม่ ดาวิกา โฮรเน นางเอกช่อง 7 และอีกหลายต่อหลายคนที่ไม่ได้เอ่ยนาม

และนอกจากจะเป็นนักปั้นมือทองแล้ว เอ ศุภชัย ยังได้ชื่อว่าเป็นนักขายชั้นเลิศ เด็กในสังกัดของเอ ศุภชัย ล้วนกวาดพรีเซ็นเตอร์สินค้าชื่อดังเกือบจะทั้งตลาด เพราะฝีมือการขายโฆษณาของเจ้าตัวนี่แหละ ส่งผลให้ตอนนี้เอ ศุภชัย กลายเป็นนักปั้นหรือผู้จัดการดาราที่มีเงินมากที่สุดในประเทศ มีบ้านหลังละ 50 กว่าล้านเป็นของตนเอง และก็ใช้เป็นที่สถานที่ในการฝึกอบรมเด็กในสังกัดที่กำลังจะก้าวมาเป็นดารา

บ้านหลังนี้ประกอบไปด้วยห้องนอน 20 ห้อง สระว่ายน้ำ ฟิตเนส ห้องประชุม ห้องเรียนแอ็กติ้ง เด็กในสังกัดของเอ ศุภชัย จะต้องมากินนอนใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เพื่อเรียนรู้วิธีการเป็นดาราว่าจะต้องเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมร่างกายอย่างไรในการเป็นซูเปอร์สตาร์ในอนาคต หมาก, เวียร์, ณเดชน์ และใครต่อใครอีกหลายคนก็เคยอยู่ที่บ้านหลังนี้ จนบ้านหลังนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “บ้านซูเปอร์สตาร์” หรือบ้านที่ใช้ฝึกความเป็นดารา พูดกันแบบบ้านๆ เอาฮาก็บ้านดัดสันดานดารานั่นแหละ

แต่กว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ เอ ศุภชัย เคยเป็นแม้กระทั่งตัวประกอบได้เงินวันละ 300 บาทเท่านั้น ….

“ผมเป็นเด็กเบญจมราชูทิศนครศรีธรรมราช ถือกำเนิดที่ภาคใต้ คุณพ่อเป็นครู แต่เป็นคุณครูที่มีสวนยางพาราเยอะมาก เพราะคุณปู่มีลูกคนเดียว คือคุณพ่อก็เลยทิ้งสวนยางพาราไว้ให้เป็นหลายร้อยไร่ ถามว่าชีวิตที่นั่นลำบากไหม ก็ไม่ลำบาก แต่คุณพ่อสอนให้ลำบากตั้งแต่เด็ก”

“คือเมื่อก่อนบ้านเราจะเป็นแค่ป่าไผ่ คุณปู่ก็ต้องถอนไผ่ทีละต้นๆ เพราะรัฐบาลสนับสนุนให้ปลูกยางพารา ปู่ถางป่าหลายร้อยไล่ก็เลยได้ปลูกยางพารา ซึ่งเราก็เติบโตมากับยางพาราติดตาเป็น ปลูกต้นกล้าเอง บ้านเราก็อยู่กันแบบนี้ พ่อเป็นครูเขาก็ไม่ได้มองชีวิตในวงการบันเทิง เขาก็มองแต่วิศวะ เภสัช หมอ พอเรียนจบที่โน่นก็เลยมาเรียนวิศวะมหาวิทยาลัยรังสิต”

“เป็นการเรียนที่ตามใจคุณพ่อ ทั้งๆ ที่เราเป็นคนที่ชอบแสดงออกตั้งแต่เด็ก เคยโต้วาทีระดับจังหวัดได้ที่ 1 และก็ได้ที่ 1 ของภาคใต้ ก็เลยทำให้เรารู้ว่าเราชอบการสนทนา ชอบการโต้ตอบ ก็อยากจะเรียนด้านนิเทศศาสตร์ แต่พ่อบอกว่าจะเรียนด้านนี้จบมาทำอะไร สมัยนั้นยังไม่เป็นที่ยอมรับ พ่อก็ไม่ยอมเขาก็บอกว่า มีสองอย่างให้เลือก ถ้าไม่เลือกเรียนวิศวะก็ให้เป็นครู ก็เลยเลือกที่จะเรียนวิศวะเพราะอยากจะเข้ากรุงเทพฯ”

“พอเรียนวิศวะที่ ม.รังสิต เราก็คิดว่าจะทำยังไงก็ได้ที่จะทำให้เราเข้าใกล้วงการบันเทิงที่เราใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กให้ได้มากที่สุด ผมฝันอยากจะเป็นนักแสดงอยากอยู่ในจอ บ้านเราเป็นบ้านที่ไม่มีชาวบ้านอยู่ใกล้ๆ เลยเพราะมีพื้นที่หลายร้อยไร่ ทำให้เราต้องอยู่คนเดียว เราก็ต้องพูดกับต้นไม้เหมือนคนบ้า ก็จะแทนตัวเองสมมติเรื่องขึ้น อย่างเห็นต้นไม้ก็จะแบบ นี่พี่เอ้งนะ พี่เอ้งไม่สบายเป็นไงบ้าง จะอยู่กับเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็กเหมือนได้เล่นละคร”

ไต่เต้าจากตัวประกอบได้ค่าแรงวันละ 300
“พอมาเรียนที่นี่ชีวิตก็หักเหเพราะได้มาเจอกับน้องยุ้ย (ปัทมวรรณ เค้ามูลคดี) คือน้าของเราเป็นน้องสะใภ้ของบ้านน้องยุ้ย เขาจะทำด้านตัวประกอบ คือจัดหาตัวประกอบ อย่างค่าตัว 500 เราก็จะเรียกตัวประกอบมาเข้าฉากให้เขา 300 เราได้ 200 ผมก็จะไปช่วยน้าทำงานด้านนี้ และเราก็ได้แฝงตัวเองไปเล่นด้วย ถ้าเป็นตัวประกอบเมนก็จะได้ 1,000-2,000 บาท ก็จะได้ค่าขนม ก็เป็นการทำงานที่ได้เงินและก็แลกกันกับการที่ได้อยู่บ้านเขาระหว่างเรียน”

“ผมจะเป็นเหมือนพี่เลี้ยงน้องยุ้ย จะตามน้องยุ้ยตลอดตั้งแต่สมัยออกเทปเธอยังคงมีฉัน น้องยุ้ยก็เรียนที่ ม.รังสิตเหมือนกันกับเรา แต่เรียนนิเทศ พอตามบ่อยๆ มันก็เหมือนเราแบบครูพักลักจำ ก็ได้ซึบซับการทำงานมาเรื่อยๆ ตอนนั้นยังไม่คิดอะไร ยังไม่เห็นช่องทางหรอกว่าจะมาได้ขนาดนี้ แต่เหมือนเป็นอะไรที่เราชอบเราได้ตามน้องยุ้ยได้อยู่กับสิ่งที่สวยๆ งามๆ”

“แต่ชีวิตช่วงนั้นก็เรียกได้ว่าค่อนข้างลำบากเหมือนกัน เพราะพ่อประกาศเอาไว้เลยว่า ถ้าเราเรียน 4 ปีไม่จบเขาจะไม่ส่งเงินมาให้ซักบาท แต่เราเรียน 6 ปีจบ ฉะนั้นพอหลังจาก 4 ปีก็ไม่เคยขอเงินพ่อเลย จะหาเงินเรียนเองมาโดยตลอด”

“ก็หาเงินเรียนจากการเป็นตัวประกอบนี่แหละ เป็นตัวประกอบนี่เหนื่อยนะ ตอนนั้นเล่นเป็นตัวประกอบโฆษณาประกันชีวิตก็จะเป็นแบบมีรถวิ่งมาชน พอชนเราก็ต้องแกล้งทำเป็นหกล้มแล้วไอ้คนที่อยู่ข้างเราก็กระเด็นมาโดนตาเรา ตาเราก็แตก เขาก็บอกว่า ถ้าไม่เล่นต่อจะไม่ให้เงิน 500 เราก็ต้องนั่งตุ๊กตุ๊ก ไปเย็บสดๆ 5 เข็มมาเล่นต่อเพราะกลัวไม่ได้เงิน แล้วเงิน 500 เนี่ยก็โดนน้าหักไป 200 เหลือ 300”(หัวเราะ)

“ประสบการณ์ตรงนี้มันทำให้เราจะไม่กลัวอะไรอีกแล้ว เพราะเขาบอกว่าถ้าชีวิตมันเคยลำบากมาก่อนมันจะรู้ถึงความสบายเป็นยังไง และก็จะไม่กลัวถ้าจะต้องลำบากอีก ชีวิตของเราทุกวันนี้ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะต้องโดดเด่นโด่งดังเสมอ เราพร้อมที่จะเดินลงต่ำอยู่เสมอ”

“คือทองนี่มันอยู่บนดิน ถ้าเราทำตัวอยู่บนฟ้าเราก็คงไม่สามารถหยิบทองได้หรอก เหมือนกับการปั้นดารา ถ้าเราทำตัวเชิดๆ เลิศๆ เราก็ไม่สามารถเจอณเดชน์ เจอเวียร์ ได้หรอก อันนี้เป็นแบบฝึกหัดหนึ่งในชีวิต การที่เราสะสมความลำบากทำให้เราเจอสิ่งดีๆ”

“พอจบเป็นช่วงเศรษฐกิจไม่ดีเราก็เลยได้มาทำงานแนวนี้ ประกอบกับเป็นเพื่อนกับอั้มตั้งแต่สมัยเข้าวงการ อั้มก็เลยแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการส่วนตัว ตอนนั้นน้องอั้มให้เงินเดือน 8,000 บาท เราก็บอกว่าเราคงอยู่ไม่ได้ อั้มก็เลยบอกว่า งั้นเราคงต้องหาคนอื่นเข้ามาด้วยเพื่อให้มีรายได้เพิ่ม แล้วก็ได้ไปเจอกับ ป๋อ ณัฐวุฒิ เราเคยเรียนหนังสือห้องเดียวกันป๋อเป็นรุ่นน้อง และเราก็เคยขอลอกข้อสอบป๋อแต่ป๋อไม่ให้ ก็ยังเคยวีนป๋อ”(ยิ้ม)

“พอป๋อไปเรียนที่อังกฤษ เราก็ไปที่อังกฤษด้วย ที่ไปก็เพราะว่ามันเป็นเหมือนความฝัน เมื่อก่อนอยู่บ้านนอกก็อยากจะเข้ากรุงเทพฯ พอเข้ากรุงเทพฯ เราก็มีเพื่อนเป็นเด็กนอก เราก็อยากไปให้ถึงจุดนั้น ก็ตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินเองได้ประมาณแสน หรือสองแสน ก็ไปทำวีซ่าไปอังกฤษ เงินแค่ 2 แสนแต่เราสามารถอยู่ที่นั่นได้นานมาก”

“ไปอยู่ที่นั่นเราไม่ได้เรียนหนังสือเพราะไม่มีเงิน แต่เรามีโอกาสได้เรียนรู้ชีวิตของคนที่นั่น เรียนรู้ภาษา เรียนรู้วัฒนธรรม เหมือนไปเปิดโลกทัศน์ของตัวเอง มันทำให้เรามีความคิดกว้างไกลมากขึ้น ผมไปอยู่ที่นั่นก็ทำงานด้วย วันไหนว่างๆ ก็ไปเดินแถวหน้ามหาวิทยาลัยยูซีแอล ก็ไปเจอแอนจี้ เฮสติ้ง, แซม โชติบัณฑ์ คือเรารู้ว่าถ้ากลับจากอังกฤษเราจะไปทำอะไรที่เมืองไทย ก็สะสมเบอร์คนโน้นคนนี้ไปเรื่อยๆ ก้อง การุณ ก็เจอก็ยังเอาเขามาถ่ายโฆษณาบัตรเครดิตยี่ห้อหนึ่งเมื่อ 10 ปีที่แล้ว”

“การไปที่นั่นเราวางแผนไว้แล้วว่าจะทำอะไรต่อไปได้บ้าง เราไม่ได้ไปเที่ยวไร้สาระไปวันๆ เพราะเราก็อุตส่าห์สะสมเงินทั้งชีวิตเพื่อมาที่นี่ แต่ก็คุ้มนะครับเพราะการไปครั้งนั้นนอกจากจะทำให้เราเจอน้องๆ ดาราคนโน้นคนนี้แล้ว ก็ยังทำให้เราได้รู้จักกับคนอื่นๆ ที่ไปเรียนที่นั่นอีกเยอะ ซึ่งแต่ละคนก็เป็นลูกของนักธุรกิจที่เมืองไทย ทุกวันนี้น้องๆ เหล่านี้ก็เติบโตเป็นผู้บริหารกันหมดแล้ว เวลาที่เราไปคุยงานไปดีลลูกค้าก็จะแบบรู้จักกันหมดเลย”

Loading...